การใส่ห่วงรัดกระเพาะอาหารเป็นอีกหนึ่งวิธีในการช่วยลดน้ำหนัก โดยการส่องเครื่องมือผ่านแผลขนาดเล็กบริเวณหน้าท้อง เพื่อนำห่วงเข้าไปรัดส่วนบนของกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารถูกกักไว้ ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกอิ่มเร็ว และรับประทานอาหารได้น้อยลง ทำให้น้ำหนักลดลงตามไปด้วย การใส่ห่วงรัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก แผลที่ได้จะมีขนาดเล็กมากเจ็บเพียงเล็กน้อย เมื่อรับการรักษาแล้วระยะเวลาการพักฟื้นไม่นาน พักฟื้นเพียง 1 คืน สามารถนำห่วงที่รัดกระเพาะออกได้ โดยที่กระเพาะกลับมาเป็นปกติและคงสภาพเดิม
เครื่องมือที่ใช้ในการผ่าตัดใส่ห่วงรัดกระเพาะ ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับวิธีผ่าตัดส่องกล้องโดยเฉพาะ ทำด้วยซิลิโคนที่มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ
- ส่วนที่ 1 อุปกรณ์คล้ายเข็มขัด ซึ่งจะถูกรัด เข้ากับส่วนต้นของกระเพาะอาหาร
- ส่วนที่ 2 สายยาง ซึ่งเป็นท่อติดต่อ ระหว่างส่วนที่ 1 กับ ส่วนที่ 3
- ส่วนที่ 3 กระเปาะ จะวางในตำแหน่งใต้ผิวหนังหน้าท้อง สามารถปรับได้โดยใช้เข็มแทงเพื่อดูดน้ำเกลือออกจากภายนอก เพื่อปรับให้เข็มขัดโป่งหรือแฟบ
ระยะเวลาพักฟื้นนานสำหรับการใส่ห่วงรัดกระเพาะ
การผ่าตัดลดความอ้วนแบบใช้ห่วงรัดกระเพาะโดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 30-60 นาทีในการทำการผ่าตัด เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้วก็จะให้นอนพักเพื่อรอให้ ฟื้นจากยาสลบและรู้สึกตัวดีแล้ว ก็สามารถที่จะกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน ในช่วงระยะเวลา 14 วันแรกนั้น หมอจะนัดเพื่อมาติดตามอาการหลังการผ่าตัด การผ่าตัดด้วยวิธีนี้คุณสามารถที่จะกลับมาใช้ชีวิต ได้ตามปกติภายใน 2 วันแต่ถ้าจะให้ดีนั้น คุณควรจะหยุดงานสัก 1 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว
ความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้หลังการผ่าตัด
- อาการแทรกซ้อนหรืออาการข้างเคียงจากการดมยาสลบ เช่น อาจจะเกิดปัญหาหายใจติดขัด หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เกิดอาการแพ้
- ปัญหาการลดน้ำหนักลดลงอย่างช้า ๆ กว่าปกติ
- การบาดเจ็บในอวัยวะส่วนอื่น ๆ ในช่วงท้อง
- เป็นแผลในกระเพาะอาหาร โรคกระเพาะอาหาร
- อาจจะเกิดรอยแผลได้ในทางเดินอาหาร
การดูแลหลังเข้ารับการรักษาใส่ห่วงรัดกระเพาะ
- หลังจากการผ่าตัดในช่วง 2-3 วันแรก คุณสามารถทานได้ เฉพาะอาหารเหลวซึ่งทางแพทย์จะควบคุมการรับประทานอาหารให้คุณก่อนในช่วงแรก และหลังจากนั้น 4-6 สัปดาห์ คุณก็จะสามารถกินอาหารอ่อน ๆ ได้ และสามารถกินอาหารได้ตามปกติ ตั้งแต่ 6 สัปดาห์เป็นต้นไป
- คุณต้องกินยาและปฏิบัติตัว ตามคำแนะนำของแพทย์ อย่างเคร่งครัด
- ดูแลแผล ไม่ให้เกิดการติดเชื้อ ห้ามยกของหนักเป็นอันขาด
- โดยทั่วไปแล้วหลังการผ่าตัดการใส่ห่วงรัดกระเพาะ คุณก็จะสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 40-60% บางคนน้ำหนักจะลดไปสัปดาห์ละ ประมาณ 5 – 1 กิโลกรัม เลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าผ่านไป 1 ปี น้ำหนักคุณก็จะหายไปถึง 22-45 กิโลกรัม ที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนักด้วย
การผ่าตัดใส่ห่วงรัดกระเพาะจะเห็นได้ว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นเราลองมาดูข้อเสียของการใส่ห่วงรัดกระเพาะกันดีกว่า
- ถ้าห่วงมีขนาดเล็กมากเกินไป จะทำให้รับประทานได้น้อย และมีอาการอาเจียนและหากใส่ห่วงหลวมมากเกินไป จะทำให้กลับมารับประทานปกติ
- ห่วงอาจจะหลุดหรือเลื่อนตัวได้ การปรับขนาดห่วงให้เหมาะสมทำได้ยาก
- เป็นการผ่าตัดที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุด เนื่องจากต้องมีการตรวจเช็ค และปรับห่วงบ่อยครั้ง
จะเห็นได้ว่าการผ่าตัดกระเพาะโดยการใส่ห่วงนัดกระเพาะ นอกจากจะเป็นวิธีการรักษาที่ช่วยควบคุมโรคแทรกซ้อนจากโรคอ้วนแล้ว ยังเป็นวิธีการที่ช่วยควบคุมน้ำหนักในระยะยาวที่ได้ผลดีที่สุด เพราะคนที่เป็นโรคอ้วนนั้น มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอื่น ๆ ได้เยอะ และอายุก็สั้นกว่าคนที่ไม่อ้วนด้วย
แต่ก็ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถทำได้ จะใช้วิธีการผ่าตัดกระเพาะให้กับคนที่อ้วนทุกคน การเลือกวิธีรักษาโดยการผ่าตัดต้องมีเหตุผลในการผ่าตัดและต้องวินิจฉัยออกมาแล้วว่าเป็นโรคอ้วนจริง ซึ่งในทางการแพทย์จะดูจากค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass Index) ซึ่งคิดจากน้ำหนักตั้งและหารด้วยส่วนสูงที่เป็นเมตรยกกำลังสอง
ดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)
ส่วนสูง (เมตร)2
โดยสามารถแปลผลค่า BMI ได้ดังนี้
ค่า BMI < 18.5 แสดงถึง อยู่ในเกณฑ์น้ำหนักน้อยหรือผอม
ค่า BMI 18.5 – 22.90 แสดงถึง อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ค่า BMI 23 – 24.90 แสดงถึง น้ำหนักเกิน
ค่า BMI 25 – 29.90 แสดงถึง โรคอ้วนระดับที่ 1
ค่า BMI 30 ขึ้นไป แสดงถึง โรคอ้วนระดับที่ 2